ข่าว | แนวทาง POI ฉบับใหม่ช่วยให้ตรวจพบการทำงานของรังไข่ที่ลดลงได้เร็วขึ้น
[Monash University, ธันวาคม 9, 2024] — แนวทางใหม่ในการวินิจฉัยและดูแลภาวะรังไข่ทำงานบกพร่องก่อนวัย (POI) ซึ่งร่วมพัฒนาโดย Centre of Research Excellence in Women's Health in Reproductive Life (CRE-WHiRL) แห่ง Monash University และองค์กรสุขภาพสตรีนานาชาติ ได้รับการตีพิมพ์พร้อมกันในวารสารนานาชาติชั้นนำสามฉบับ แนวทางนี้สะท้อนงานวิจัยทั่วโลกล่าสุด ตลอดจนความคิดเห็นจากผู้หญิงที่มีประสบการณ์ตรงและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในการดูแล
นี่คือการปรับปรุงแนวทางการดูแล POI อย่างครอบคลุมครั้งแรกนับตั้งแต่ 2015 แนวทางฉบับ 2024 พัฒนาโดยทีม CRE-WHiRL นานาชาติ ซึ่งนำโดย European Society of Human Reproduction and Embryology (ESHRE), International Menopause Society, American Society for Reproductive Medicine และ Monash Centre for Health Research and Implementation (MCHRI) โดยมีคำแนะนำ 145 ข้อ ครอบคลุมอาการ การวินิจฉัย สาเหตุ ผลที่ตามมา และการรักษา อ้างอิงหลักฐานปัจจุบันที่จัดระดับตามความน่าเชื่อถือ
รองศาสตราจารย์ Vincent กล่าวว่า “แนวทางฉบับปรับปรุงนี้ให้คำแนะนำที่ชัดเจนแก่บุคลากรทางการแพทย์ โดยอ้างอิงหลักฐานที่ดีที่สุดในปัจจุบัน เพื่อช่วยให้ดูแลผู้ที่มี POI ได้อย่างเหมาะสมที่สุด”
บุคลากรทางการแพทย์ยังสามารถใช้ชุดเครื่องมือแนวทาง POI ฉบับปรับปรุง เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจอาการ แนวทางการดูแล และวิธีรักษา สนับสนุนการวินิจฉัยที่รวดเร็วขึ้นและการดูแลที่อิงหลักฐาน
สรุป
แนวทางใหม่ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของการดูแล POI ทั่วโลก เกณฑ์วินิจฉัยที่เรียบง่ายขึ้นและแนวทางรักษาที่ปรับปรุงใหม่อาจช่วยให้ผู้หญิงตรวจพบและดูแล POI ได้เร็วขึ้น เพิ่มคุณภาพชีวิต และลดความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว
แหล่งที่มา:
รวบรวมจากอินเทอร์เน็ต
เผยแพร่ 2024-12-22
บทความนี้จัดทำโดยมี AI ช่วยและผ่านการตรวจสอบโดยทีมบรรณาธิการก่อนเผยแพร่
ข่าว | แนวทาง POI ฉบับใหม่ช่วยให้ตรวจพบการทำงานของรังไข่ที่ลดลงได้เร็วขึ้น
ข่าว | แนวทาง POI ฉบับใหม่ช่วยให้ตรวจพบการทำงานของรังไข่ที่ลดลงได้เร็วขึ้น
[Monash University, ธันวาคม 9, 2024] — แนวทางใหม่ในการวินิจฉัยและดูแลภาวะรังไข่ทำงานบกพร่องก่อนวัย (POI) ซึ่งร่วมพัฒนาโดย Centre of Research Excellence in Women's Health in Reproductive Life (CRE-WHiRL) แห่ง Monash University และองค์กรสุขภาพสตรีนานาชาติ ได้รับการตีพิมพ์พร้อมกันในวารสารนานาชาติชั้นนำสามฉบับ แนวทางนี้สะท้อนงานวิจัยทั่วโลกล่าสุด ตลอดจนความคิดเห็นจากผู้หญิงที่มีประสบการณ์ตรงและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในการดูแล
POI คือการสูญเสียการทำงานของรังไข่ก่อนอายุ 40 ปี ซึ่งเร็วกว่าวัยหมดประจำเดือนเฉลี่ยทั่วโลกที่ 48-51 ปีมาก ภาวะนี้พบในผู้หญิงทั่วโลกราว 4% และสัมพันธ์กับภาวะมีบุตรยาก ความทุกข์ทางจิตใจ โรคกระดูกพรุน โรคหัวใจและหลอดเลือด การเสียชีวิต ภาวะสมองเสื่อม และความบกพร่องด้านการรู้คิด การรักษาด้วยฮอร์โมนอาจช่วยลดผลกระทบเหล่านี้ แต่การดูแล POI ทั่วโลกยังเผชิญปัญหาการวินิจฉัยล่าช้า ความเหลื่อมล้ำ และความไม่พึงพอใจของผู้ป่วย
การเปลี่ยนแปลงสำคัญในแนวทางฉบับ 2024
นี่คือการปรับปรุงแนวทางการดูแล POI อย่างครอบคลุมครั้งแรกนับตั้งแต่ 2015 แนวทางฉบับ 2024 พัฒนาโดยทีม CRE-WHiRL นานาชาติ ซึ่งนำโดย European Society of Human Reproduction and Embryology (ESHRE), International Menopause Society, American Society for Reproductive Medicine และ Monash Centre for Health Research and Implementation (MCHRI) โดยมีคำแนะนำ 145 ข้อ ครอบคลุมอาการ การวินิจฉัย สาเหตุ ผลที่ตามมา และการรักษา อ้างอิงหลักฐานปัจจุบันที่จัดระดับตามความน่าเชื่อถือ
การปรับปรุงสำคัญคือเกณฑ์วินิจฉัย โดยต้องมีประจำเดือนผิดปกติหรือขาดประจำเดือนอย่างน้อยสี่เดือน ร่วมกับผลตรวจฮอร์โมนกระตุ้นการเจริญของถุงไข่ (FSH) สูงหนึ่งครั้ง และตรวจ FSH ซ้ำเฉพาะเมื่อการวินิจฉัยยังไม่แน่ชัด แนวทางยังเน้นการสื่อสารอย่างละเอียดอ่อนเมื่อแจ้งผลวินิจฉัย และการตัดสินใจร่วมกันระหว่างผู้ป่วยกับบุคลากรทางการแพทย์
การรักษาเฉพาะบุคคลและการดูแลแบบองค์รวม
การดูแลทางคลินิกต้องประเมินอย่างครอบคลุม ทั้งอาการ สุขภาพทางเพศ เป้าหมายการมีบุตร สุขภาพจิต ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคกระดูกพรุน รวมถึงโรคร่วม รองศาสตราจารย์ Amanda Vincent ประธานร่วมผู้จัดทำแนวทางและรองศาสตราจารย์ประจำ Monash CRE-WHiRL ระบุว่า การรักษาด้วยฮอร์โมนเฉพาะบุคคลมีความสำคัญต่อการบรรเทาอาการและป้องกันโรคเรื้อรัง หากไม่มีข้อห้ามควรเริ่มตั้งแต่เนิ่น ๆ และรักษาต่อเนื่องจนถึงวัยหมดประจำเดือนตามปกติ
รองศาสตราจารย์ Vincent กล่าวว่า “แนวทางฉบับปรับปรุงนี้ให้คำแนะนำที่ชัดเจนแก่บุคลากรทางการแพทย์ โดยอ้างอิงหลักฐานที่ดีที่สุดในปัจจุบัน เพื่อช่วยให้ดูแลผู้ที่มี POI ได้อย่างเหมาะสมที่สุด”
เครื่องมือและแหล่งข้อมูลสนับสนุนใหม่
แนวทางนี้มาพร้อมแหล่งข้อมูลใหม่ เช่น แอป Ask Early Menopause ฉบับปรับปรุงและชุดเครื่องมือสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ แอปนี้มีผู้ใช้ทั่วโลกมากกว่า 9,000 คน และมีแหล่งข้อมูลที่อิงหลักฐาน แดชบอร์ดส่วนบุคคล และพื้นที่สนทนา เพื่อช่วยผู้หญิงดูแลภาวะหมดประจำเดือนก่อนวัย
บุคลากรทางการแพทย์ยังสามารถใช้ชุดเครื่องมือแนวทาง POI ฉบับปรับปรุง เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจอาการ แนวทางการดูแล และวิธีรักษา สนับสนุนการวินิจฉัยที่รวดเร็วขึ้นและการดูแลที่อิงหลักฐาน
สรุป
แนวทางใหม่ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของการดูแล POI ทั่วโลก เกณฑ์วินิจฉัยที่เรียบง่ายขึ้นและแนวทางรักษาที่ปรับปรุงใหม่อาจช่วยให้ผู้หญิงตรวจพบและดูแล POI ได้เร็วขึ้น เพิ่มคุณภาพชีวิต และลดความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว
แหล่งที่มา:
รวบรวมจากอินเทอร์เน็ต