รายงานจากนิตยสาร New Scientist ระบุว่า การศึกษาสภาวะเพาะเลี้ยงตัวอ่อนสำหรับการปฏิสนธินอกร่างกายหรือเด็กหลอดแก้ว (IVF) พบว่าการลดความเข้มข้นของออกซิเจนในสภาพแวดล้อมการเพาะเลี้ยงอาจช่วยให้ตัวอ่อนพัฒนาได้ดีขึ้น โดยทั่วไป ห้องปฏิบัติการมักเพาะเลี้ยงตัวอ่อนด้วยระดับออกซิเจนใกล้เคียงบรรยากาศ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 20% แต่ภายในมดลูกมนุษย์มีความเข้มข้นของออกซิเจนต่ำกว่ามาก คือประมาณ 2% ถึง 8% นักวิจัยคาดว่าการจำลองสภาพแวดล้อมออกซิเจนต่ำภายในร่างกายจะช่วยลดความเสียหายต่อตัวอ่อนจากภาวะเครียดออกซิเดชัน จึงอาจเพิ่มคุณภาพตัวอ่อนและอัตราการฝังตัวในภายหลัง
การศึกษานี้ทบทวนข้อมูลจากการทดลองทางคลินิกหลายงาน โดยเปรียบเทียบผลลัพธ์ของตัวอ่อนที่เพาะเลี้ยงในสภาวะออกซิเจนต่ำประมาณ 5% กับออกซิเจนสูงประมาณ 20% ผลวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่า ตัวอ่อนในกลุ่มออกซิเจนต่ำมีตัวชี้วัดด้านอัตราการเกิดบลาสโตซิสต์ จำนวนเซลล์ และการแสดงออกของยีนดีกว่า แม้การทดลองบางส่วนยังไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่แนวโน้มโดยรวมบ่งชี้ว่าการเพาะเลี้ยงด้วยออกซิเจนต่ำอาจมีประโยชน์ สำหรับผู้ป่วยที่กำลังรับการรักษา IVF ผลการค้นพบนี้ชี้ว่าในอนาคตอาจปรับสภาวะห้องปฏิบัติการให้เหมาะสมยิ่งขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จในการรักษาแต่ละรอบ
ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่าข้อสรุปนี้ยังต้องยืนยันด้วยการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมขนาดใหญ่ขึ้น อีกทั้งอุปกรณ์และขั้นตอนปฏิบัติงานของแต่ละห้องปฏิบัติการอาจส่งผลต่อผลลัพธ์ ปัจจุบันศูนย์เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ขั้นสูงบางแห่งเริ่มใช้ระบบเพาะเลี้ยงแบบออกซิเจนต่ำแล้ว แต่ยังไม่เป็นมาตรฐานสากล ผู้ที่กำลังพิจารณา IVF ควรปรึกษาแพทย์เรื่องทางเลือกของสภาวะเพาะเลี้ยงและทำความเข้าใจรายละเอียดเทคโนโลยีของคลินิกที่เลือก การศึกษานี้ย้ำเตือนอีกครั้งว่าแม้การปรับสภาพแวดล้อมภายนอกร่างกายเพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลอย่างมากต่อพัฒนาการของตัวอ่อน
ที่มา: New Scientist บทความนี้เป็นรายงานแปลเรียบเรียงเพื่อใช้เป็นข้อมูลทั่วไป
เมื่อส่งแบบฟอร์ม คุณยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อให้เราประมวลผลข้อมูลติดต่อและข้อมูลคำปรึกษาที่คุณให้ไว้ และยอมรับ ข้อกำหนดในการให้บริการ และยินยอมให้เราติดต่อคุณเกี่ยวกับการสอบถามนี้
ข่าว | ตัวอ่อนจากการทำเด็กหลอดแก้วอาจพัฒนาได้ดีกว่าในสภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนต่ำ
รายงานจากนิตยสาร New Scientist ระบุว่า การศึกษาสภาวะเพาะเลี้ยงตัวอ่อนสำหรับการปฏิสนธินอกร่างกายหรือเด็กหลอดแก้ว (IVF) พบว่าการลดความเข้มข้นของออกซิเจนในสภาพแวดล้อมการเพาะเลี้ยงอาจช่วยให้ตัวอ่อนพัฒนาได้ดีขึ้น โดยทั่วไป ห้องปฏิบัติการมักเพาะเลี้ยงตัวอ่อนด้วยระดับออกซิเจนใกล้เคียงบรรยากาศ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 20% แต่ภายในมดลูกมนุษย์มีความเข้มข้นของออกซิเจนต่ำกว่ามาก คือประมาณ 2% ถึง 8% นักวิจัยคาดว่าการจำลองสภาพแวดล้อมออกซิเจนต่ำภายในร่างกายจะช่วยลดความเสียหายต่อตัวอ่อนจากภาวะเครียดออกซิเดชัน จึงอาจเพิ่มคุณภาพตัวอ่อนและอัตราการฝังตัวในภายหลัง
การศึกษานี้ทบทวนข้อมูลจากการทดลองทางคลินิกหลายงาน โดยเปรียบเทียบผลลัพธ์ของตัวอ่อนที่เพาะเลี้ยงในสภาวะออกซิเจนต่ำประมาณ 5% กับออกซิเจนสูงประมาณ 20% ผลวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่า ตัวอ่อนในกลุ่มออกซิเจนต่ำมีตัวชี้วัดด้านอัตราการเกิดบลาสโตซิสต์ จำนวนเซลล์ และการแสดงออกของยีนดีกว่า แม้การทดลองบางส่วนยังไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่แนวโน้มโดยรวมบ่งชี้ว่าการเพาะเลี้ยงด้วยออกซิเจนต่ำอาจมีประโยชน์ สำหรับผู้ป่วยที่กำลังรับการรักษา IVF ผลการค้นพบนี้ชี้ว่าในอนาคตอาจปรับสภาวะห้องปฏิบัติการให้เหมาะสมยิ่งขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จในการรักษาแต่ละรอบ
ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่าข้อสรุปนี้ยังต้องยืนยันด้วยการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมขนาดใหญ่ขึ้น อีกทั้งอุปกรณ์และขั้นตอนปฏิบัติงานของแต่ละห้องปฏิบัติการอาจส่งผลต่อผลลัพธ์ ปัจจุบันศูนย์เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ขั้นสูงบางแห่งเริ่มใช้ระบบเพาะเลี้ยงแบบออกซิเจนต่ำแล้ว แต่ยังไม่เป็นมาตรฐานสากล ผู้ที่กำลังพิจารณา IVF ควรปรึกษาแพทย์เรื่องทางเลือกของสภาวะเพาะเลี้ยงและทำความเข้าใจรายละเอียดเทคโนโลยีของคลินิกที่เลือก การศึกษานี้ย้ำเตือนอีกครั้งว่าแม้การปรับสภาพแวดล้อมภายนอกร่างกายเพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลอย่างมากต่อพัฒนาการของตัวอ่อน
ที่มา: New Scientist บทความนี้เป็นรายงานแปลเรียบเรียงเพื่อใช้เป็นข้อมูลทั่วไป