ข่าว | โรคเหงือกอาจส่งผลมากกว่าสุขภาพฟัน และเชื่อมโยงกับภาวะเจริญพันธุ์ สุขภาพหัวใจ และสุขภาวะทางอารมณ์
เลือดออกตามไรฟันอาจไม่ได้หมายความเพียงว่าคุณแปรงฟันแรงเกินไป แต่อาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายต้องการการดูแล
ข้อมูลใหม่จากสหพันธ์ปริทันตวิทยาแห่งยุโรป (EFP) แสดงให้เห็นว่าความผันผวนของฮอร์โมนในผู้หญิง โดยเฉพาะช่วงวัยแรกรุ่น การตั้งครรภ์ และวัยหมดประจำเดือน อาจส่งผลอย่างมากต่อสุขภาพเหงือกและสุขภาพโดยรวม
ศาสตราจารย์ Nicola West เลขาธิการ EFP กล่าวว่า ผู้หญิงจำนวนมากไม่ทราบว่าการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอาจทำให้เหงือกเปราะบางและอักเสบง่ายขึ้น โรคปริทันต์เป็นภาวะติดเชื้อและอักเสบที่อาจส่งผลต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดและระบบภูมิคุ้มกัน และอาจสัมพันธ์กับภาวะเจริญพันธุ์
ข้อมูลเผยผลกระทบจากการขาดความตระหนักรู้
การศึกษาในผู้หญิงอายุมากกว่า 50 พบว่า 84% ไม่ทราบว่าวัยหมดประจำเดือนอาจกระทบสุขภาพช่องปาก ในกลุ่มผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน 70% รายงานว่ามีอาการในช่องปากใหม่อย่างน้อยหนึ่งอาการ เช่น ปากแห้งหรือเหงือกไวต่อความรู้สึก แต่มีเพียง 2% ที่แจ้งทันตแพทย์ ดังนั้นหลายคนอาจมีโรคเหงือกที่ไม่ได้รับการรักษาและไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม
ศาสตราจารย์ West แนะนำให้ผู้หญิงติดตามสุขภาพช่องปากตลอดชีวิต ควรให้ความสำคัญกับอาการเลือดออกตามไรฟัน กลิ่นปากเรื้อรัง หรือความไม่สบายในช่องปาก เพราะอาจเป็นสัญญาณว่าต้องปรับปรุงการดูแลช่องปาก โดยทั่วไปการรักษาเร็วให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
ฮอร์โมนในแต่ละช่วงวัยส่งผลต่อเหงือกอย่างไร
วัยแรกรุ่น:
ระดับเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มขึ้นทำให้เลือดไหลเวียนไปยังเหงือกมากขึ้นและไวต่อคราบจุลินทรีย์ เด็กหญิงวัยรุ่นประมาณ 70% มีอาการเหงือกอักเสบในวัยแรกรุ่น เช่น เหงือกแดง บวม หรือมีเลือดออก
รอบเดือน:
ก่อนมีประจำเดือน ผู้หญิงบางคนอาจมีเหงือกบวมหรือเลือดออก หรือมีแผลในปาก เหงือกอักเสบจากรอบเดือนมักดีขึ้นหลังประจำเดือนเริ่มมา แต่อาการที่เป็นต่อเนื่องอาจบ่งชี้ปัญหาปริทันต์อื่น
การตั้งครรภ์:
ฮอร์โมนที่เพิ่มสูงทำให้หญิงตั้งครรภ์ 60%–75% มีเหงือกอักเสบจากการตั้งครรภ์ โดยมักเกิดตั้งแต่เดือนที่ 2 ถึง 8 อาการได้แก่ เหงือกแดง บวม เลือดออก หรือกดเจ็บ หากไม่ได้รับการดูแลทันท่วงทีอาจลุกลามเป็นโรคปริทันต์ที่รุนแรงขึ้นและอาจกระทบสุขภาพทารกในครรภ์
วัยหมดประจำเดือน:
ระดับเอสโตรเจนที่ลดลงอาจทำให้ปากแห้ง รู้สึกแสบร้อน เหงือกร่น หรือการรับรสเปลี่ยนไป น้ำลายที่ลดลงทำให้การปกป้องฟันอ่อนแอลงและเพิ่มความเสี่ยงฟันผุและโรคปริทันต์
การป้องกันคือการรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุด
Tali Chackartchi ว่าที่ประธาน EFP และผู้ประสานงานวันสุขภาพเหงือก 2025 กล่าวว่า โรคเหงือกมักเรียกว่าโรคเงียบ เพราะอาจก่อความเสียหายอย่างมากโดยไม่มีอาการชัดเจน การดูแลเหงือกทุกวันช่วยป้องกันปัญหาทางทันตกรรม และอาจลดความเสี่ยงด้านสุขภาพโดยรวมที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือดและภาวะเจริญพันธุ์
คำแนะนำการดูแลช่องปากสำหรับผู้หญิง:
แปรงฟันอย่างน้อยวันละสองครั้งด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์
ทำความสะอาดซอกฟันด้วยไหมขัดฟันหรือแปรงซอกฟัน
ใช้น้ำยาบ้วนปากตามคำแนะนำของทันตแพทย์
ตรวจสุขภาพช่องปากอย่างน้อยทุกหกเดือน
ติดตามสุขภาพเหงือกอย่างใกล้ชิดระหว่างตั้งครรภ์และวัยหมดประจำเดือน และแจ้งการเปลี่ยนแปลงให้ทันตแพทย์ทราบโดยเร็ว
Chackartchi สรุปว่า “ช่องปากที่แข็งแรงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่มีสุขภาพดี”
แหล่งที่มา:
รวบรวมจากอินเทอร์เน็ต
เมื่อส่งแบบฟอร์ม คุณยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อให้เราประมวลผลข้อมูลติดต่อและข้อมูลคำปรึกษาที่คุณให้ไว้ และยอมรับ ข้อกำหนดในการให้บริการ และยินยอมให้เราติดต่อคุณเกี่ยวกับการสอบถามนี้
ข่าว | โรคเหงือกอาจส่งผลมากกว่าสุขภาพฟัน และเชื่อมโยงกับภาวะเจริญพันธุ์ สุขภาพหัวใจ และสุขภาวะทางอารมณ์
ข่าว | โรคเหงือกอาจส่งผลมากกว่าสุขภาพฟัน และเชื่อมโยงกับภาวะเจริญพันธุ์ สุขภาพหัวใจ และสุขภาวะทางอารมณ์
เลือดออกตามไรฟันอาจไม่ได้หมายความเพียงว่าคุณแปรงฟันแรงเกินไป แต่อาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายต้องการการดูแล
ข้อมูลใหม่จากสหพันธ์ปริทันตวิทยาแห่งยุโรป (EFP) แสดงให้เห็นว่าความผันผวนของฮอร์โมนในผู้หญิง โดยเฉพาะช่วงวัยแรกรุ่น การตั้งครรภ์ และวัยหมดประจำเดือน อาจส่งผลอย่างมากต่อสุขภาพเหงือกและสุขภาพโดยรวม
ศาสตราจารย์ Nicola West เลขาธิการ EFP กล่าวว่า ผู้หญิงจำนวนมากไม่ทราบว่าการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอาจทำให้เหงือกเปราะบางและอักเสบง่ายขึ้น โรคปริทันต์เป็นภาวะติดเชื้อและอักเสบที่อาจส่งผลต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดและระบบภูมิคุ้มกัน และอาจสัมพันธ์กับภาวะเจริญพันธุ์
ข้อมูลเผยผลกระทบจากการขาดความตระหนักรู้
การศึกษาในผู้หญิงอายุมากกว่า 50 พบว่า 84% ไม่ทราบว่าวัยหมดประจำเดือนอาจกระทบสุขภาพช่องปาก ในกลุ่มผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน 70% รายงานว่ามีอาการในช่องปากใหม่อย่างน้อยหนึ่งอาการ เช่น ปากแห้งหรือเหงือกไวต่อความรู้สึก แต่มีเพียง 2% ที่แจ้งทันตแพทย์ ดังนั้นหลายคนอาจมีโรคเหงือกที่ไม่ได้รับการรักษาและไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม
ศาสตราจารย์ West แนะนำให้ผู้หญิงติดตามสุขภาพช่องปากตลอดชีวิต ควรให้ความสำคัญกับอาการเลือดออกตามไรฟัน กลิ่นปากเรื้อรัง หรือความไม่สบายในช่องปาก เพราะอาจเป็นสัญญาณว่าต้องปรับปรุงการดูแลช่องปาก โดยทั่วไปการรักษาเร็วให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
ฮอร์โมนในแต่ละช่วงวัยส่งผลต่อเหงือกอย่างไร
วัยแรกรุ่น:
ระดับเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มขึ้นทำให้เลือดไหลเวียนไปยังเหงือกมากขึ้นและไวต่อคราบจุลินทรีย์ เด็กหญิงวัยรุ่นประมาณ 70% มีอาการเหงือกอักเสบในวัยแรกรุ่น เช่น เหงือกแดง บวม หรือมีเลือดออก
รอบเดือน:
ก่อนมีประจำเดือน ผู้หญิงบางคนอาจมีเหงือกบวมหรือเลือดออก หรือมีแผลในปาก เหงือกอักเสบจากรอบเดือนมักดีขึ้นหลังประจำเดือนเริ่มมา แต่อาการที่เป็นต่อเนื่องอาจบ่งชี้ปัญหาปริทันต์อื่น
การตั้งครรภ์:
ฮอร์โมนที่เพิ่มสูงทำให้หญิงตั้งครรภ์ 60%–75% มีเหงือกอักเสบจากการตั้งครรภ์ โดยมักเกิดตั้งแต่เดือนที่ 2 ถึง 8 อาการได้แก่ เหงือกแดง บวม เลือดออก หรือกดเจ็บ หากไม่ได้รับการดูแลทันท่วงทีอาจลุกลามเป็นโรคปริทันต์ที่รุนแรงขึ้นและอาจกระทบสุขภาพทารกในครรภ์
วัยหมดประจำเดือน:
ระดับเอสโตรเจนที่ลดลงอาจทำให้ปากแห้ง รู้สึกแสบร้อน เหงือกร่น หรือการรับรสเปลี่ยนไป น้ำลายที่ลดลงทำให้การปกป้องฟันอ่อนแอลงและเพิ่มความเสี่ยงฟันผุและโรคปริทันต์
การป้องกันคือการรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุด
Tali Chackartchi ว่าที่ประธาน EFP และผู้ประสานงานวันสุขภาพเหงือก 2025 กล่าวว่า โรคเหงือกมักเรียกว่าโรคเงียบ เพราะอาจก่อความเสียหายอย่างมากโดยไม่มีอาการชัดเจน การดูแลเหงือกทุกวันช่วยป้องกันปัญหาทางทันตกรรม และอาจลดความเสี่ยงด้านสุขภาพโดยรวมที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือดและภาวะเจริญพันธุ์
คำแนะนำการดูแลช่องปากสำหรับผู้หญิง:
แปรงฟันอย่างน้อยวันละสองครั้งด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์
ทำความสะอาดซอกฟันด้วยไหมขัดฟันหรือแปรงซอกฟัน
ใช้น้ำยาบ้วนปากตามคำแนะนำของทันตแพทย์
ตรวจสุขภาพช่องปากอย่างน้อยทุกหกเดือน
ติดตามสุขภาพเหงือกอย่างใกล้ชิดระหว่างตั้งครรภ์และวัยหมดประจำเดือน และแจ้งการเปลี่ยนแปลงให้ทันตแพทย์ทราบโดยเร็ว
Chackartchi สรุปว่า “ช่องปากที่แข็งแรงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่มีสุขภาพดี”
แหล่งที่มา:
รวบรวมจากอินเทอร์เน็ต