ข่าว | การตรวจ DNA เปิดเผยความลับที่เก็บงำมานาน: การบริจาคอสุจิแบบไม่เปิดเผยตัวตนเปลี่ยนครอบครัวอย่างไร
Rebecca Coxon นักเขียนและผู้สร้างสารคดีชาวอังกฤษ เขียนใน The Guardian ถึงการตรวจ DNA ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่กลับเปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับครอบครัวและตัวตนของเธออย่างสิ้นเชิง
ข่าว | การตรวจ DNA เปิดเผยความลับที่เก็บงำมานาน: การบริจาคอสุจิแบบไม่เปิดเผยตัวตนเปลี่ยนครอบครัวอย่างไร
ข่าว | การตรวจ DNA เปิดเผยความลับที่เก็บงำมานาน: การบริจาคอสุจิแบบไม่เปิดเผยตัวตนเปลี่ยนครอบครัวอย่างไร
Rebecca Coxon นักเขียนและผู้สร้างสารคดีชาวอังกฤษ เขียนใน The Guardian ถึงการตรวจ DNA ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่กลับเปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับครอบครัวและตัวตนของเธออย่างสิ้นเชิง
ในเดือนธันวาคม 2016 หลังเห็นโปรโมชันคริสต์มาสของบริษัทตรวจพันธุกรรม 23andMe Coxon ส่งตัวอย่างน้ำลายเพราะอยากรู้ภูมิหลังของพ่อ พ่อของเธอถูกรับเป็นบุตรบุญธรรมในช่วงทศวรรษ 1950 และครอบครัวแทบไม่พูดถึงเรื่องนี้ ผลตรวจครั้งแรกไม่มีสิ่งผิดปกติ: มีเชื้อสายอังกฤษและไอริช 95% และไม่พบญาติใกล้ชิดที่ตรงกัน
สามปีต่อมา เธอเข้าสู่บัญชีอีกครั้งและคลิกปุ่ม “ญาติทาง DNA” ด้านบนสุดของหน้าปรากฏ “พี่น้องหญิงต่างบิดา” ซึ่งมี DNA ร่วมกับเธอ 27.9% ผู้หญิงคนนั้นกล่าวว่าตนเกิดจากการปฏิสนธินอกร่างกาย (IVF) ที่ Queen’s Medical Centre เมือง Nottingham สหราชอาณาจักร และหวังจะตามหาพ่อทางชีวภาพ
ผลตรวจนี้พลิกความเข้าใจของ Coxon เกี่ยวกับครอบครัว เธอรู้ตั้งแต่วัยรุ่นว่าตนกับพี่น้องสามคนเกิดจาก IVF แต่ไม่เคยสงสัยว่าพ่อไม่ใช่พ่อทางชีวภาพ หลังพูดคุยทางโทรศัพท์ ในที่สุดแม่เปิดเผยว่า ตอนเข้ารับการรักษาท่อนำไข่อุดตัน แพทย์ยังพบว่าอสุจิของพ่อ “ใช้ไม่ได้” และคลินิกแนะนำให้ใช้อสุจิจากผู้บริจาคที่ไม่เปิดเผยตัวตน ด้วยอิทธิพลจากบริบททางการแพทย์และทัศนคติทางสังคมในเวลานั้น ทั้งโรงพยาบาลและพ่อแม่จึงเลือกเก็บเป็นความลับ
การกำกับดูแลเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ในสหราชอาณาจักรเริ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม 1991 เมื่อจัดตั้ง Human Fertilisation and Embryology Authority (HFEA) และระบบบันทึกข้อมูลอย่างเป็นทางการ กฎหมายสหราชอาณาจักรเปลี่ยนแปลงใน 2005 โดยให้ผู้ที่เกิดจากการบริจาคหลังเดือนเมษายน 2005 มีสิทธิขอข้อมูลระบุตัวผู้บริจาคเมื่ออายุ 18 ปี ก่อนหน้านั้นผู้บริจาคส่วนใหญ่ไม่เปิดเผยตัวตนเป็นการถาวร และมีเพียงส่วนน้อยที่ภายหลังสมัครใจลงทะเบียนตัวตนกับ HFEA หรือฐานข้อมูล DNA
Coxon ติดต่อผู้บริจาคผ่านเว็บไซต์ DNA เขาเรียกตัวเองว่า “Rodney” ซึ่งเป็นนามแฝงจากเนื้อเพลง Duchess ในปี 1979 เขาบริจาคอสุจิขณะเรียนปริญญาเอกที่ University of Nottingham สัปดาห์ละสองหรือสามครั้งต่อเนื่องสี่ถึงห้าปี และได้รับค่าตอบแทนครั้งละ £10 Rodney กล่าวว่าเขาบริจาคส่วนหนึ่งเพราะเงินและอีกส่วนเพราะต้องการ “ช่วยเหลือผู้อื่น”
เมื่อพูดคุยกันมากขึ้น Coxon ได้รู้ว่านอกจากพี่น้องร่วมบิดาที่ติดต่อกันแล้ว ยังมีบุคคลที่เกี่ยวข้องทางพันธุกรรมอีกหลายคน รวมถึงพี่น้องร่วมบิดาในต่างประเทศ “การขยายเครือญาติทางพันธุกรรม” อย่างฉับพลันนี้ทำให้เธอสลับระหว่างความขอบคุณกับความโกรธ เธอเขียนว่าการมีอยู่ของ Rodney ทำให้เกิด “รอยร้าวในตัวตน” ทางอารมณ์—เธอมีพ่ออยู่แล้วและไม่ต้องการพ่ออีกคน
ขณะเดียวกัน เธอตัดสินใจตอบสนองต่อประสบการณ์นี้อีกทางหนึ่งด้วยการเป็นผู้บริจาคไข่ เมื่อการระบาดใหญ่ทำให้งานของเธอหยุดชะงัก เธอสมัครบริจาคไข่ผ่านตัวแทนและได้รับค่าชดเชย £750 กฎของสหราชอาณาจักรกำหนดให้ผู้บริจาคไข่ต้องให้ประวัติทางการแพทย์ของครอบครัวอย่างครบถ้วน เธอจึงต้องติดต่อ Rodney อีกครั้งเพื่อขอข้อมูลทางการแพทย์
สามปีต่อมา เธอสอบถาม HFEA ว่ามีเด็กเกิดจากการบริจาคของเธอหรือไม่ ใน 2024 เธอติดต่อคลินิกโดยตรงและทราบว่าผู้หญิงคนหนึ่งคลอดบุตรสาวใน 2022 Coxon เขียนว่า ที่ใดสักแห่งในโลกมีเด็กคนหนึ่งที่เชื่อมโยงกับเธอทางชีวภาพแต่ไม่ใช่ลูกของเธอ ความรู้สึกนี้ทั้งปลอบประโลมและซับซ้อน “อยู่กึ่งกลางระหว่างความหวานชื่นกับการสูญเสีย”
หลังเก็บความลับไว้ 1,401 วัน ในที่สุดเธอก็บอกพี่น้อง พวกเขาตอบรับอย่างสงบและย้ำว่า “พ่อก็ยังเป็นพ่อ” ปฏิกิริยานี้ทำให้เธอทั้งโล่งใจและอาลัยอาวรณ์
Coxon ระบุว่า การเติบโตของฐานข้อมูล DNA กำลังเปลี่ยนขอบเขตในทางปฏิบัติของการบริจาคเซลล์สืบพันธุ์แบบไม่เปิดเผยตัวตน แม้กฎหมายจะอนุญาตให้ปกปิดตัวตน แต่เทคโนโลยีทำให้การคงสถานะ “ไม่เป็นที่รู้จักโดยสิ้นเชิง” แทบเป็นไปไม่ได้ เรื่องราวของเธอไม่เพียงเกี่ยวกับความลับส่วนตัวในครอบครัว แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องของอัตลักษณ์และบรรทัดฐานทางจริยธรรมในยุคเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์
ที่มาของเรื่อง:
รวบรวมจากออนไลน์