นักวิจัยยังจำแนกภาวะสำรองรังไข่ตามเกณฑ์ระดับฮอร์โมนและจำนวนฟอลลิเคิลอย่างเคร่งครัด และใช้การวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวชี้วัดการนอนหลับกับ DOR
ผลการศึกษา
กลุ่ม DOR ใช้เวลาเฉลี่ยก่อนหลับสั้นกว่ากลุ่มที่ไม่มี DOR อย่างมีนัยสำคัญ (15 เทียบกับ 22 นาที, p=0.001) และมีระยะเวลานอนรวมสั้นกว่า (7.35 เทียบกับ 7.57 ชั่วโมง, p=0.014) คะแนน PSQI ด้านระยะเวลาก่อนหลับและระยะเวลานอนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่คะแนนอาการง่วงนอนตอนกลางวันและภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นไม่แตกต่างกัน
ข่าว | งานวิจัยใหม่: การนอนหลับที่ดีอาจช่วยส่งเสริมภาวะสำรองรังไข่
ข่าว | งานวิจัยใหม่: การนอนหลับที่ดีอาจช่วยส่งเสริมภาวะสำรองรังไข่
งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ใน Scientific Reports พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญระหว่างปัญหาการนอนหลับกับภาวะสำรองรังไข่ลดลง (DOR) ทีมจากศูนย์เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ โรงพยาบาลสุขภาพสตรีและเด็กฝูเจี้ยน ในสังกัดมหาวิทยาลัยการแพทย์ฝูเจี้ยน ได้วิเคราะห์ตัวชี้วัดการนอนหลับและการทำงานของรังไข่ในผู้หญิงที่รับการรักษาภาวะมีบุตรยาก และเสนอว่าความผิดปกติของการนอนหลับอาจเพิ่มความเสี่ยงที่การทำงานของรังไข่จะลดลงผ่านผลกระทบต่อระดับฮอร์โมนและการพัฒนาของฟอลลิเคิล
ภาวะสำรองรังไข่กับความท้าทายของภาวะมีบุตรยาก
ภาวะสำรองรังไข่เป็นตัวชี้วัดสำคัญของความสามารถในการเจริญพันธุ์ของผู้หญิง แพทย์มักประเมินการทำงานของรังไข่ด้วยการตรวจฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมนกระตุ้นการเจริญของฟอลลิเคิล (FSH) ลูทิไนซิงฮอร์โมน (LH) และฮอร์โมนแอนติ-มึลเลอเรียน (AMH) รวมถึงการตรวจอัลตราซาวนด์ เช่น การนับจำนวนฟอลลิเคิลระยะแอนทรัล (AFC) เมื่อความเป็นอุตสาหกรรม มลพิษทางสิ่งแวดล้อม และแรงกดดันทางสังคมเพิ่มขึ้น ภาวะมีบุตรยากจึงพบมากขึ้นในผู้หญิงอายุน้อย และภาวะสำรองรังไข่ลดลงเป็นความท้าทายสำคัญของเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (ART)
แม้ยังไม่เข้าใจกลไกที่ทำให้ภาวะสำรองรังไข่ลดลงอย่างถ่องแท้ แต่ทีมวิจัยเชื่อว่าการนอนหลับผิดปกติอาจเป็นปัจจัยที่ถูกมองข้าม
วิธีการศึกษา
งานวิจัยรวบรวมข้อมูลจากผู้หญิง 979 คนที่เข้ารับการปฏิสนธินอกร่างกาย (IVF) หรือการฉีดอสุจิเข้าไซโทพลาซึมของเซลล์ไข่ (ICSI) ที่โรงพยาบาลสุขภาพสตรีและเด็กฝูเจี้ยน ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2020 ถึงมิถุนายน 2021 ผู้เข้าร่วมถูกแบ่งเป็นกลุ่ม DOR และกลุ่มที่ไม่มี DOR คุณภาพการนอนหลับประเมินด้วยดัชนีคุณภาพการนอนหลับพิตต์สเบิร์ก (PSQI) ความเสี่ยงภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นประเมินด้วยแบบสอบถาม STOP-Bang และอาการง่วงนอนตอนกลางวันประเมินด้วยมาตรวัดความง่วงนอนเอปเวิร์ธ (ESS)
นักวิจัยยังจำแนกภาวะสำรองรังไข่ตามเกณฑ์ระดับฮอร์โมนและจำนวนฟอลลิเคิลอย่างเคร่งครัด และใช้การวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวชี้วัดการนอนหลับกับ DOR
ผลการศึกษา
กลุ่ม DOR ใช้เวลาเฉลี่ยก่อนหลับสั้นกว่ากลุ่มที่ไม่มี DOR อย่างมีนัยสำคัญ (15 เทียบกับ 22 นาที, p=0.001) และมีระยะเวลานอนรวมสั้นกว่า (7.35 เทียบกับ 7.57 ชั่วโมง, p=0.014) คะแนน PSQI ด้านระยะเวลาก่อนหลับและระยะเวลานอนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่คะแนนอาการง่วงนอนตอนกลางวันและภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นไม่แตกต่างกัน
การวิเคราะห์เพิ่มเติมพบว่า:
ระยะเวลานอนกับระดับฮอร์โมน: ผู้หญิงที่นอนมากกว่า 8 ชั่วโมงมีระดับ AMH และจำนวนฟอลลิเคิลระยะแอนทรัลสูงกว่าผู้หญิงที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงอย่างมีนัยสำคัญ (p=0.007, 0.005, 0.030)
ระยะเวลาก่อนหลับกับภาวะสำรองรังไข่: ผู้หญิงที่ใช้เวลาก่อนหลับ 30-44 นาทีมีระดับ AMH สูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญ (p=0.001, 0.011, 0.036)
ในผู้หญิงอายุ 35 ปีขึ้นไป การนอนกรนและระยะเวลาก่อนหลับที่สั้นกว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงอิสระต่อ DOR (OR=2.489, 2.007; p=0.040, 0.008) ส่วนผู้หญิงที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) ต่ำกว่า 25 kg/m² อายุและระยะเวลาก่อนหลับก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีนัยสำคัญเช่นกัน (OR=0.828, 1.761; p<0.001, 0.003)
ความสำคัญของการศึกษา
ผลการศึกษาบ่งชี้ว่า ระยะเวลาก่อนหลับที่สั้นกว่าและการนอนกรนอาจเพิ่มความเสี่ยงที่การทำงานของรังไข่จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยรบกวนการหลั่งฮอร์โมนและการพัฒนาของฟอลลิเคิล โดยเฉพาะในผู้หญิงอายุมากกว่า 35 ทีมวิจัยแนะนำให้พิจารณาคุณภาพการนอนหลับเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินภาวะมีบุตรยาก เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิผลของการรักษาด้านการเจริญพันธุ์
ที่มา:
รวบรวมจากแหล่งข้อมูลออนไลน์